เทคโนโลยี โรคภูมิแพ้แบ่งได้ 4 ประเภท และการรักษาเมื่อรู้ตัวว่าเป็นภูมิแพ้ โรคภูมิแพ้ เกิดจากภูมิคุ้มกันของร่างกายไวต่อโปรตีนหรือสารก่อภูมิแพ้จากสิ่งแวดล้อม ซึ่งปกติแล้วสารเหล่านี้จะไม่มีผลอันตรายต่อผู้ที่มีภูมิคุ้มกันปกติ ผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้จะไวต่อ ฝุ่น เชื้อราในอากาศ ขนสัตว์ เกสรดอกไม้ หรือแม้แต่อาหารที่รับประทานเป็นประจำ โรคภูมิแพ้จัดอยู่ในโรคที่พบบ่อยมากที่สุดในประเทศไทย เรียกได้ว่าประชากรเกือบครึ่งหนึ่งของประเทศจะมีปัญหาโรคภูมิแพ้

โรคภูมิแพ้มีสาเหตุมาจากอะไร
1. กรรมพันธุ์ ถ้าในครอบครัวมีคนเป็นภูมิแพ้ 2 ใน 4 คน นั่นหมายถึงว่า อัตราเสี่ยงของรุ่นต่อไปก็จะมีเพิ่มขึ้น ยิ่งถ้าพ่อหรือแม่เป็น ก็จะยิ่งมีความเสี่ยงสูงขึ้นไปด้วย และเด็กผู้ชายจะเป็นมากกว่าเด็กผู้หญิง

2. สิ่งแวดล้อม สารก่อภูมิแพ้มักจะเกิดจากสิ่งแวดล้อมรอบตัวเราเป็นส่วนใหญ่ ทำให้คนมักจะเป็นภูมิแพ้จากสิ่งแวดล้อมมากกว่า ไม่ว่าจะเข้าโดยการหายใจ การรับประทาน หรือการสัมผัส สารก่อภูมิแพ้บางอย่างสังเกตได้ง่าย เช่น อาหาร โดยเฉพาะอาหารทะเลเป็นสารก่อภูมิแพ้ที่มีคนแพ้มากที่สุด คนที่แพ้อาจมีผื่นลมพิษทันทีภายในครึ่งชั่วโมงเท่านั้น หรือการทำงานบ้านที่ต้องเจอกับฝุ่น การออกไปนอกบ้านที่ต้องเจอกับควันและมลพิษ การแพ้ขนของแมวหรือสุนัข ล้วนแต่เป็นสาเหตุของการเกิดภูมิแพ้ได้ทั้งสิ้น

นอกจากนี้อาจจะมีปัจจัยอื่นร่วมที่ทำให้อาการกำเริบหรือเป็นรุนแรงขึ้น เช่น อากาศที่หนาวเย็นจนเกินไปหรืออากาศเปลี่ยนกะทันหัน

สารก่อภูมิแพ้
จากการสำรวจพบว่าผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ในไทยส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากไรฝุ่น ฝุ่นบ้าน เป็นอันดับแรก รองลงมาก็มีสาเหตุมาจากแมลงสาบ ละอองเกสรพืช และขนสัตว์ เพื่อให้รู้แน่ชัดว่าแพ้อะไรกันแน่ก็ควรมีการทดสอบกับผิวหนังในผู้ที่เป็นภูมิแพ้ เพื่อจะได้รู้และหลีกเลี่ยง และยังใช้เป็นแนวทางในการพิจารณารักษาด้วยการฉีดวัคซีนด้วย ในผู้ป่วยที่ไม่ได้รับการทดสอบก็ควรเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ดังนี้

ไรฝุ่น
ให้จัดห้องนอนให้โล่ง ควรระวังไม่เอาพรม ตุ๊กตา และผ้าม่านเอาไว้ในห้อง
หมั่นซักผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน และผ้าห่มอยู่เสมอ โดยใช้น้ำที่มีอุณหภูมิ 60 องศาเซลเซียสเป็นเวลา 30 นาที อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง
คลุมที่นอน ปลอกหมอน หมอนข้าง ด้วยผ้าใยสังเคราะห์พิเศษที่สามารถป้องกันไม่ให้ตัวไรฝุ่นลอดผ่านได้
แมลงสาบ
กำจัดแหล่งอาหารของแมลงสาบ โดยเอาขยะทิ้งลงในถุงขยะหรือถังขยะที่มีฝาปิดมิดชิด
ใช้ยาฆ่าแมลงและกับดักแมลงสาบ
สัตว์เลี้ยง
ควรเลี่ยงการเลี้ยงสัตว์เลี้ยงที่มีขน
ถ้าเลี่ยงไม่ได้ควรเลี้ยงนอกบ้าน และอาบน้ำทุกอาทิตย์
ใช้เครื่องดูดฝุ่นและเครื่องกรองอากาศ
เกสรหญ้า
ควรตัดหญ้าและวัชพืชบริเวณบ้านบ่อย ๆ เพื่อลดจำนวนเกสร
ไม่ควรตัดต้นไม้
ในช่วงที่มีละอองเกสรดอกไม้มาก ควรปิดประตู หน้าต่าง และใช้เครื่องปรับอากาศหรือเครื่องฟอกอากาศ
กิจกรรมกลางแจ้งต่าง ๆ ให้ทำในช่วงเช้า เพราะละอองเกสรมักจะลอยปลิวในช่วงเย็น
นอกจากนี้ควรเลี่ยงสารระคายเคืองต่าง ๆ ที่อาจจะทำให้อาการกำเริบได้ เช่น ควันบุหรี่ ควันท่อไอเสีย กลิ่นฉุน น้ำหอม ควันธูป และฝุ่นละอองจากที่ต่าง ๆ รวมทั้งควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอและนอนพักผ่อนให้เพียงพอ เพราะมีการพบว่าผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้มักมีอาการแย่ลงเมื่ออยู่ในภาวะเครียด อดนอน ดังนั้นจึงควรดูแลสุขภาพ อย่าให้ตัวเองเครียดและนอนน้อย ในกรณีที่เกิดอาการโรคหืดกำเริบจากการออกกำลังกาย การพ่นยาขยายขนาดหลอดลมก่อนการออกกำลังกาย 15 – 30 นาทีจะช่วยป้องกันอาการหอบระหว่างออกกำลังกายได้

กลไกของการเกิดโรคภูมิแพ้
เมื่อใดที่ร่างกายของคนเราได้รับสารภูมิแพ้ก็จะเกิดการกระตุ้นทำให้ร่างกายสร้างภูมิชนิด IgE ซึ่งภูมินี้จะเข้าไปกระตุ้น Mast cell ซึ่งเป็นเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่งที่ทำให้ร่างกายหลั่งสารเคมีหลากชนิดออกมา ไม่ว่าจะเป็น histamine หรือ prostaglandin ซึ่งสารเหล่านี้จะทำให้เกิดอาการคัดจมูกและน้ำมูกไหล

ผลกระทบจากโรคภูมิแพ้ที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วย

ถึงแม้ว่าโรคภูมิแพ้จะไม่ก่อให้เกิดผลเสียถึงแก่ชีวิต แต่การเกิดปฏิกิริยาของโรคภูมิแพ้ขั้นรุนแรงก็อาจทำให้เกิด anaphylaxis และนอกจากนั้นอาจจะพบโรคแทรกซ้อนต่าง ๆ ขึ้น เช่น โรคไซนัสอักเสบ โรคหอบหืด โรคหูชั้นกลางอักเสบ และโรคผิวหนังอักเสบ ในส่วนของการมีโรคแทรกซ้อนอาจทำให้ผู้ป่วยมีอาการหนักมากยิ่งขึ้น ดังนั้น หากผู้ป่วยมีอาการคัดจมูกเรื้อรังก็ควรระวังเรื่องโรคแทรกซ้อนเป็นอย่างมาก ทั้งนี้ ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ยังมีคุณภาพชีวิตที่ย่ำแย่กว่าเดิมอีกด้วย เนื่องจากฤทธิ์ยาจะทำให้มีอาการง่วงนอนอยู่ตลอดเวลา จนมีผลกระทบต่อการเรียนหรือการทำงานในที่สุด

ปัจจัยที่มีส่วนกระตุ้นทำให้เกิดโรคภูมิแพ้
ปัจจัยที่กระตุ้นทำให้เกิดโรคภูมิแพ้ ได้แก่ ฝุ่นละออง ไรฝุ่น ขนสัตว์ และเกสรดอกไม้ เป็นต้น นอกจากนี้อาการของโรคภูมิแพ้ยังสามารถเป็นหนักมากขึ้น หากผู้ป่วยได้รับการกระตุ้นจากกลิ่น เช่น ควันบุหรี่ หรือกลิ่นเหม็นฉุนต่าง ๆ ที่เป็นกลิ่นแรง ๆ

การตอบสนองต่อการรักษา

หากตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาแก้แพ้อย่าง antihistamine แล้วทำให้เกิดผลดี ก็จะช่วยในการวินิจฉัยโรคได้
หากตอบสนองต่อยาประเภทพ่นจมูกอย่าง steroid ก็แสดงว่าเกิดอาการภูมิแพ้เช่นกัน
การหาโรคแทรกซ้อน

ผู้ป่วยที่เป็นโรคภูมิแพ้นั้นมักจะมีโรคแทรกซ้อน เช่น โรคผิวหนังอักเสบและโรคหอบหืด หากไม่ควบคุมอาการของโรคก็อาจจะทำให้เป็นโรคหอบหืดหรือโรคผิวหนังอักเสบแบบกำเริบได้
ผู้ป่วยจะมีอาการของโรคไซนัสอักเสบ มีอาการหูชั้นกลางอักเสบ โรคนอนกรน ฟันกร่อนที่เกิดจากการนอนกัดฟัน และโรคริดสีดวงจมูก ดังนั้น ผู้ป่วยจึงควรเข้าพบแพทย์เพื่อหาโรคแทรกซ้อนดังกล่าว
มีโรคหลากหลายชนิดที่จะทำให้เกิดอาการแพ้ หนึ่งในนั้นก็คือโรคต่อมไทรอยด์ทำงานน้อยนั่นเอง
โรคภูมิแพ้ สามารถแบ่งออกเป็น 4 โรคตามอวัยวะที่เป็น
ได้แก่ การเกิดภูมิแพ้ทางเดินหายใจ ภูมิแพ้ทางผิวหนัง ภูมิแพ้ประเภทแพ้อาหาร รวมไปถึงการเกิดอาการผสมกันในหลายระบบของร่างกายที่เป็นอันตรายต่อชีวิต

1. ภูมิแพ้ในระบบทางเดินหายใจหรือโรคแพ้อากาศ
ภูมิแพ้ชนิดนี้จะเกี่ยวข้องกับจมูก เพราะจมูกเป็นอวัยวะส่วนหนึ่งของระบบทางเดินหายใจ เพื่อใช้กรองฝุ่นหรือสิ่งแปลกปลอม และใช้ปรับอุณหภูมิของร่างกายก่อนที่จะผ่านลงไปสู่หลอดลม ซึ่งภายในจมูกจะมีโพรงจมูก และเมื่อเยื่อบุโพรงจมูกสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้เป็นระยะเวลายาวนานก็จะเกิดการอักเสบ ผู้เป็นโรคภูมิแพ้ชนิดนี้จะมีการตอบสนองทางกลิ่นหรืออากาศที่หายใจเข้าไปค่อนข้างสูงและไวกว่าคนปกติ โดยเฉพาะกับเกสรดอกไม้ ฝุ่น ไรฝุ่น ควันต่าง ๆ และขนสัตว์

อาการของโรค

จะมีอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล (น้ำมูกสีใส ) จามบ่อย คันในจมูก และมีเสมหะไหลลงคอ โดยไม่มีอาการไข้ร่วมด้วย บางครั้งอาจมีอาการคันตา และมักจะมีอาการเรื้อรัง เป็น ๆ หาย ๆ อาการของโรคจะเป็นหนักและบ่อยขึ้นเมื่อเข้าสู่ ฤดูหนาว ช่วงเวลาที่มักจะทำให้เกิดโรคได้ง่ายคือ ช่วงเช้าและกลางคืน จะเป็นอยู่ประมาณ 2 – 3 ชม. แล้วอาการก็จะดีขึ้น ให้ระวังโรคแทรกซ้อน คือ โรคไซนัสและนอนกรน

การดูแลรักษา

สำหรับเด็กทารก ควรให้ดื่มนมแม่อย่างน้อย 6 เดือน เพราะในนมแม่มีภูมิคุ้มกันที่ดี และต้านทานต่อโรคภูมิแพ้ สำหรับผู้ใหญ่ควรรับประทานอาหารที่มีประโยชต่อร่างกายให้ครบทั้ง 5 หมู่ ออกกำลังกายให้สม่ำเสมอประมาณ 3 – 4 วัน/สัปดาห์ และควรดูแลห้องนอนไม่ให้สกปรก หมั่นซักและนำเครื่องนอนออกตากแดดเพื่อฆ่าตัวไรฝุ่น ไม่ควรใช้หมอนหรือที่นอนที่ทำจากนุ่น ไม่ใช้พรม และงดการสูบบุหรี่ในบ้าน เลือกใช้ผ้าใยสังเคราะห์พิเศษคลุมที่นอนและหมอนเพื่อป้องกันไรฝุ่น หรือเลือกใช้เครื่องกรองอากาศสำหรับผู้ที่อยู่ห้องแอร์

หรือถ้าต้องการใช้ยา ก็ให้ใช้ยาต้านฮีสตามีนหรือยาแก้แพ้แบบรับประทาน ยาลดจมูกบวม แก้คัดจมูก สำหรับใครที่มีอาการหอบหืดก็ให้ใช้ยาพ่นจมูกเป็นประจำเพื่อป้องกัน

แนะนำ : ซักผ้าอย่างไรเพื่อกำจัดไรฝุ่นให้สิ้นซาก

ซักด้วยน้ำร้อน 60 องศา นาน 15-20 นาที เพื่อฆ่าตัวไรฝุ่นและตากแดดให้แห้ง

2. ภูมิแพ้ในระบบผิวหนัง ลมพิษ ผิวหนังอักเสบ

เป็นโรคที่ไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่มีแนวโน้มทางพันธุกรรมมากที่สุด ผู้ที่เป็นโรคนี้จะมีผิวหนังที่ไวต่อสภาพแวดล้อมรอบตัว ทั้งสภาพอากาศร้อน เย็น แห้ง ชื้น เชื้อโรคและสารเคมีที่ระคายผิวหนัง ผื่นผิวหนังอักเสบ มักมีอาการมากขึ้นในช่วงฤดูหนาว เพราะความชื้นในอากาศต่ำ หรือแม้แต่ความเครียด วิตกกังวลมากเกินไปก็สามารถกระตุ้นโรคให้กำเริบได้ ผู้ที่ครอบครัวไม่เคยมีประวัติการเป็นภูมิแพ้ก็สามารถเป็นได้เช่นกัน เพราะความผิดปกติซ่อนเร้นอยู่ในยีนส์ของครอบครัวผู้ที่เป็น

อาการของโรค

จะมีอาการคัน เกิดตุ่มนูน หรือผื่นแดง ถ้าผื่นนี้เป็นมานานจนเข้าสู่ระยะเรื้อรังจะพบเป็นแผ่นหนา แข็ง มีขุย ทำให้ผิวเป็นรอยแผลเป็น มักจะเป็นบริเวณ หน้า คอ ข้อพับ ข้อศอก มือ และเท้า พบได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ หรือในบางราย ตุ่มหรือผื่นอาจมีหนองร่วมด้วยเพราะเกิดการติดเชื้อ

การดูแลรักษา

หลีกเลี่ยงสิ่งต่าง ๆ ที่ทำให้โรคกำเริบมากขึ้น เช่น ไม่ปรับอุณหภูมิให้ต่ำจนเกินไปเมื่อต้องอยู่ในห้องแอร์ ไม่อาบน้ำที่มีอุณหภูมิเย็นหรือร้อนจัด และควรหลีกเลี่ยงมลภาวะหรือกิจกรรมที่ทำให้เหงื่อออกมาก อาบน้ำตามปกติ ให้ใช้สบู่อ่อน ๆ เน้นฟอกบริเวณ ข้อพับ ขาหนีบ ลำคอ และรักแร้ และเมื่ออาบเสร็จก็ให้ใช้ผ้าซับให้แห้งแทนการถูหรือเช็ดแรง ๆ หลีกเลี่ยงอาหารที่จะทำให้เกิดอาการแพ้ เช่น นมวัว ขนมปัง และอาหารทะเล เป็นต้น

ในรายที่ต้องรับประทานยา ให้รับประทานยาในกลุ่มฮีสตามีนหรือยาแก้แพ้เพื่อลดอาการ โดยให้รับประทานวันละ 2-3 ครั้งติดต่อกัน เว้น 5-7 วัน หรือใช้ยาทากลุ่มสเตียรอยด์ มีฤทธิ์ลดการอักเสบของผื่นผิวหนัง แต่ยาตัวนี้ควรใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์ เพราะโรคกลุ่มนี้ต้องใช้ยาเป็นเวลานาน อาจมีอาการข้างเคียงเกิดขึ้นได้

3. ภูมิแพ้ที่เกิดขึ้นในระบบทางเดินอาหาร
ใครแพ้อาหาร ฟังทางนี้ • สุขภาพน่ารู้ – การดูแลสุขภาพผิว โยคะ ลด …
เกิดจากปฏิกิริยาที่ไวต่ออาหาร ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานผิดปกติ เมื่อรับอาหารบางชนิดที่แพ้เข้าไป ปฏิกิริยาการแพ้อาหารที่พบได้บ่อยจะเป็นปฏิกิริยาการแพ้ชนิดที่เกิดขึ้นโดยเฉียบพลัน และยังมีปฏิกิริยาของภูมิแพ้อีกประเภทหนึ่ง คือ ปฏิกิริยาของการแพ้ชนิดแฝง ในปฏิกิริยาภูมิแพ้แบบนี้มักจะไม่เกิดอาการแพ้ แต่ปัญหาจะเกิด เมื่อต้องรับประทานอาหารที่มีโปรตีนชนิดนั้นอยู่เรื่อย ๆ เช่น อาหารกลุ่มนม ไข่ ถั่ว จนเกินขีดที่ภูมิคุ้มกันจะรับไหว ก็จะเกิดอาการขึ้นมาทันทีแบบไม่ทันตั้งตัวและอาจจะรุนแรงกว่า ภูมิแพ้ชนิดแฝงนี้ยังเป็นสาเหตุของโรคเรื้อรังหลายชนิด เช่น หวัดเรื้อรัง หูน้ำหนวกเรื้อรัง ไซนัสอักเสบเรื้อรัง ข้ออักเสบ กล้ามเนื้ออักเสบ หรือบางกรณีพบร่วมกับความผิดปกติทางอารมณ์ เช่น ภาวะซึมเศร้าเรื้อรัง ภาวะสมาธิสั้น ซึ่งโดยรวมแล้วเกิดจากภาวะความไม่สมดุลที่มีอยู่ในร่างกายนั่นเอง

อาการของโรค

อาการของผู้ที่แพ้ อาจจะเกิดขึ้นทันทีหรืออาจจะนาน 2 ชม. หลังจากรับประทานอาหาร แม้ว่าจะรับประทานอาหารที่แพ้ในปริมาณเพียงเล็กน้อยอาการที่พบได้ คือ มีผิวหนังอักเสบหรือเป็นลมพิษแบบเฉียบพลัน บวมบริเวณริมฝีปาก หน้า ลิ้น คอ และส่วนอื่นของร่างกาย คัดจมูก หายใจหอบ เจ็บหน้าอก ปวดท้อง ท้องร่วง คลื่นไส้ อาเจียน ถ้าอาการทรุดหนักก็อาจจะช็อกหมดสติ หรือถึงขั้นเสียชีวิตได้

การดูแลรักษา

ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่แพ้ หรือถ้าเกิดอาการ ให้รีบรับประทานยาแก้แพ้ Cetirizine โดยในผู้ที่เป็นภูมิแพ้อาหารแบบแฝง ควรงดอาหารชนิดนั้นเป็นเวลา 3 – 6 เดือน เพื่อให้ร่างกายกำจัดออกไปได้หมดก่อน และควรไปพบแพทย์ รับการซักประวัติเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง อาจจะต้องมีการทดสอบอาหารที่ทำให้แพ้ เพื่อดูว่าร่างกายมีการตอบสนองอย่างไร หรือถ้าในรายที่แพ้มาก ๆ ก็อาจจะได้รับยาฉีดชนิด Epinephrine และงดอาหารที่แพ้ไปเลย

4. ภูมิแพ้ที่เกิดจากหลายระบบร่วมกัน
เกิดในคนที่เป็นโรคภูมิแพ้หลายระบบหรือหลายชนิด (ตั้งแต่ 2 ระบบขึ้นไป) ในคนคนเดียว บางคนอาจเป็นโรคภูมิแพ้อากาศ คัดจมูก จามบ่อย มีน้ำมูก (ระบบทางเดินหายใจ) แต่ก็มีอาการปวดท้อง ท้องเสีย อาเจียน ซึ่งเป็นอาการของภูมิแพ้อาหารร่วมด้วย (ระบบทางเดินอาหาร) ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ ทั้งจากกรรมพันธุ์และสิ่งแวดล้อม ในปัจจุบันมีแนวโน้มของผู้ที่เป็นภูมิแพ้ในหลายระบบเพิ่มมากขึ้น เพราะสภาพแวดล้อมและการใช้ชีวิตของคนเมือง ที่แย่ลงเรื่อย ๆ ทำให้ตอนนี้คนหนึ่งคนสามารถเป็นภูมิแพ้ได้แทบจะทุกระบบแล้ว

อาการของโรค

เป็นที่ตา: เรียกว่า เยื่อบุตาอักเสบ จะมีอาการเคืองตา แสบตา หรือคันที่หัวตา น้ำตาไหล และหนังตาบวม
เป็นที่จมูก: เรียกว่า เยื่อบุโพรงจมูกอักเสบหรือโรคภูมิแพ้อากาศ จะมีอาการ คัดจมูก น้ำมูกไหล (น้ำมูกมีสีใส) จามบ่อย คันจมูก มีเสมหะไหลลงคอ และคันเพดานปากหรือคอ

เป็นที่ผิวหนัง: เรียกว่า โรคผิวหนังอักเสบ จะมีอาการคัน มีผดผื่นขึ้นตามตัว ผื่นมักแห้ง แดง มีสะเก็ดบาง ๆ ในเด็กเล็ก มักเป็นที่แก้ม ก้น หัวเข่า และข้อศอก ในผู้ใหญ่มักเป็นที่ข้อพับของแขนและขา นอกจากนั้นผิวหนังอาจเกิดการอักเสบจากการสัมผัสกับสารบางชนิดที่แพ้ได้ เช่น ผงซักฟอก เครื่องสำอาง จะเป็นตุ่มนูนคันหรือใหญ่เป็นปื้นนูนแดงและคันมากที่เรียกว่า “ลมพิษ” ซึ่งมักจะเกิดจากการแพ้อาหาร โดยเฉพาะอาหารทะเล แพ้แมลงกัดต่อย และการแพ้

ยา
เป็นที่ระบบทางเดินอาหาร: เรียกว่า โรคแพ้อาหาร จะมีอาการ คลื่นไส้ อาเจียน ปากบวม ปวดท้อง ท้องอืด ท้องเสีย ถ่ายเหลวเป็นน้ำ อาหารที่พบว่าเป็นสาเหตุให้เกิดอาการ ได้แก่ นมวัว ไข่ ถั่ว อาหารทะเล ผักและผลไม้บางชนิด ผงชูรส สารกันบูด สารแต่งกลิ่นและสี
การดูแลรักษา

ดูแลตัวเอง โดยการหลีกเลี่ยงอาหารที่ทำให้เกิดอาการแพ้ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบ 5 หมู่ รวมทั้งผักและผลไม้ รับประทานอาหารที่สะอาด ปรุงสุกใหม่เสมอ

กำจัดสิ่งที่เป็นพิษภายในบ้าน หมั่นทำความสะอาด และเปลี่ยนเครื่องนอนทุกสัปดาห์ ถ้าจำเป็นต้องทำความสะอาดเอง ควรใช้ผ้าปิดปากและจมูก หรือสวมหน้ากากป้องกันฝุ่นขณะทำความสะอาดด้วย นอกจากนั้นควรล้างแผ่นกรองฝุ่นของเครื่องปรับอากาศทุก ๆ 2 สัปดาห์
ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ทำจิตใจให้สดชื่น ไม่เครียด หรือวิตกกังวลมากจนเกินไป หลีกเลี่ยงสถานที่ที่แออัด
งดเลี้ยงสัตว์ที่มีขนทุกชนิด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดสิ่งก่อภูมิแพ้ และอาจจะต้องงดการนำดอกไม้เข้าบ้าน เพราะละอองเกสรดอกไม้เป็นสิ่งก่อภูมิแพ้ชั้นดี สัตว์ที่ผู้เป็นโรคนี้สามารถเลี้ยงได้อย่างปลอดภัยคือปลา

ในผู้ที่ต้องการใช้ยาในการรักษา ให้ใช้ยาในกลุ่มยาแก้แพ้ ยาพ่นจมูก ยาทาผิวหนัง ยาสูดหรือพ่น และยาหยอดตา เป็นการรักษาเบื้อต้น แต่ถ้าในรายที่เป็นหนักก็อาจจะต้องเปลี่ยนเป็นยาฉีดหรืออาจจะถึงขั้นต้องผ่าตัดเลยก็ได้

อย่างไรก็ดี การดูแลตัวเอง ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่สุดของโรคภูมิแพ้ เพราะเมื่อเป็นแล้ว โอกาศหายค่อนข้างมีน้อย ต่อให้มียาดีมารักษา แต่ดูแลตัวเองไม่ดี ก็ไม่สามารถหายได้เช่นกัน เพราะฉะนั้นผู้ที่เป็นแล้ว ต้องรู้จักวิธีการดูแลตัวเอง ดังที่กล่าวไว้ข้างต้น และหลีกเลี่ยงต่อสถานที่ อาหาร และความเสี่ยงต่าง ๆ ให้มากที่สุด พร้อมกับปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง

News Reporter